2008/Mar/29


"All those gathered here will know that it is not by sword or spear that the LORD saves; for the battle is the LORD's, and He will give all of you into our hands."
1 Samuel 17:47


ยากที่จะเชื่อว่าอเมริกาเป็นปะเทศที่ดีพร้อม ขอฟันธงไว้ ณ ที่นี้ว่า ถ้าในอนาคตอันใกล้นี้อเมริกาสำรวจความคิดเห็นของคนบ้านตัวเองว่า "เสียหาย" ที่เกิดจากสงครามอิรัก ไปมากแค่ไหน รับรองว่าเมื่อถึงวันนั้น คนส่วนใหญ่จะบอกว่า "มันเข้าขั้นฉิบหาย" แล้ว และจะไม่ลังเลที่จะอ้างถึงหนังอย่าง In the Valley of Elah แน่นอน หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการเขียนบท และกำกับของ Paul Haggis โดยได้โครงเรื่องคร่าวๆมาจากบทความชื่อ "Death and Dishonor" เกี่ยวกับ Richard Davis ในนิตยสาร Playboy ที่เขียนโดย Mark Boal จากนั้นก็เปลี่ยนแปลงรายละเอียด เพิ่มมิติให้กับหนัง ผลที่ได้คือเรื่องราวที่นอกจากจะตีแผ่ ความป่วยไข้ ความโศกเศร้า ความทรมาน ของสังคมอเมริกัน ที่ปกปิดไว้ด้วยหน้ากากแห่งความรักชาติ ด้วยการใช้วรรณศิลป์ภาพยนตรืที่นอกจากจะลุ่มลึก ซับซ้อน และทรงพลังแล้ว ในเวลาเดียวกันยัง วิพากษ์และตอกย้ำการสูญเสีย "ความเป็นมนุษย์" แบบบาดลึกถึงก้นบึ้งหัวใจอีกด้วย


ในขณะที่ผู้กำกับตามแบบฉบับ Hollywood ที่ไม่มีจุดยืนจะไม่ลังเลที่จะ "ขาย" เรื่องราว In the Valley of Elah ในรูปแบบการสืบสวนฆาตกรรมทั่วไปที่มักจะพบได้ตามซีรี่ส์ CIS โดยใช้ส่วนผสม 1. มีคนหายตัวไป มีสถานที่เกิดเหตุ มีปริศนา 2.) คนที่หายตัวไปนั้นกลายเป็นศพ 3.) การย่ำเท้าตามรอยหาข้อเท็จจริงจนกว่าจะได้ตัวคนร้าย 4.) จบเรื่องแบบหักมุม แต่หนังเรื่องนี้ ไม่ได้การลุ้นระทึกเหมือนหนังสืบสวนสอบสวนทั่วๆไป เพราะไม่ได้มีปริศนาอะไรซับซ้อน ไม่ได้จบ แบบที่พระเอกที่เป็นตัวละครแบบแบนเหมือนกระดาษแข็งคลี่คลายคดีได้แล้วก็จบกัน ตรงกันข้ามเรื่องนี้ไม่มีอะไรเกินจริง และทุกอย่างดูจริงจังจนถึงขั้นหดหู่สุดขั้ว


ถ้ามองแบบตื้นๆก็น่าจะฟันธงได้ว่า In the Valley of Elah ไม่ต่างอะไรกับ A Few Good Men หรือ Courage under Fire ทว่า Paul Haggis กลับใช้เรื่องราวที่เรียบง่ายแต่ซ่อน "สาร" ที่ท้าทายคนดู โดยหนังเปิดเรื่องด้วยสัปดาห์แรกหลังจากการกลับจากประจำการในอิรักของทหารหนุ่ม Michael "Doc" Deerfield (Jonathan Tucker) หายตัวไปจากกองบังคับการอย่างไร้ร่องรอยและถูกขึ้นทะเบียนทหารว่าหายไปโดยไม่ได้รับอนุญาต (AWOL=Absence Without Official Leave) Hank Deerfield (Tommy Lee Jones) อดีตทหารผ่านศึก และ Joan Deerfield (Susan Sarandon)รับทราบข่าวนี้ทางโทรศัพท์ Hank เริ่มรู้สึกแปลกใจที่ได้ข่าวลูกชายเดินทางกลับจากอิรักร่วมสัปดาห์แล้ว จึงเดินทางมาไถ่ถามข่าวคราวลูกชายถึงค่ายทหารต้นสังกัดลูกชาย พร้อมขอความช่วยเหลือจากทั้งหน่วยงานทหาร และหน่วยงานราชการพลเรือนปกติช่วยตามหาตัวลูกชาย แต่ก็ดูจะไม่มีใครให้คำตอบที่กระจ่างได้ ซ้ำหน่วยงานราชการพลเรือนยังโยนเรื่องให้หน่วยงานทหารเป็นผู้ทำคดีนี้มากกว่า Hank จึงตัดสินใจออกตามหาลูกชายโดยความช่วยเหลือจากนักสืบตำรวจ Emily Sanders (Charlize Theron) จนต่อมาก็พบว่าลูกชายของเขาถูกฆ่าตายอย่างเหี้ยมโหดนอกค่ายทหาร โดยศพถูกเฉือนออกเป็นชิ้น ๆ และจุดไฟเผาไหม้เกรียม ขณะที่ปฏิบัติการตามล่าหาความจริงนำไปสู่ความจริงที่ว่า ลูกชายของเขากลายเป็นศพไปแล้ว Hank และ Emily รู้สึกได้ว่ากำลังถูกหลอกล่อซึ่งเกี่ยวพันกับข้าราชการทหารชั้นผู้ใหญ่ ความจริงที่เกี่ยวข้องกับ Michaelขณะที่ปฏิบัติการอยู่ที่อิรักได้ถูกเปิดเผยขึ้นและ Hank จำเป็นต้องพิจารณาและประเมินที่เคยมีและต้องความเชื่อที่เคยมีมาทั้งหมดเพื่อที่จะไขความลับการหายตัวไปของลูกชาย เกิดอะไรขึ้นที่อิรักที่ส่งผลกระทบต่อลูก และ ความจริงที่น่าหดหู่ของสงครามอิรัก


ในขณะที่ Crash เน้นที่ประเด็นเหยียดผิว In the Valley of Elah กลับสำรวจประเด็นสำคัญๆ อย่างเรื่อง ความเป็นชายชาตรี การเมือง สงคราม กองกำลังทหารอเมริกัน อิรัก และไม่ได้ทำหน้าที่แค่สะท้อนวิถีชีวิตของทหารอเมริกันผ่านตัวละครหลาย ๆ ตัว ตั้งแต่ Hank ซึ่งอดีตเป็นทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม และภาคภูมิใจในความเป็นทหารของตน ไปจนถึงพลทหารทั้งหลายที่เป็นเพื่อน ๆ ของพลทหาร Mike ลูกชายที่ไปร่วมปฏิบัติการรบในอิรักด้วยกัน แต่ Paul Haggis ใส่โครงเรื่องคู่ขนานหลายโครงเรื่องที่สะท้อน และ ให้ภาพที่ทั้ง "ไปด้วยกัน" และ "เปรียบต่างกัน" และ "เชื่อมโยงกัน" โดยให้มีแกนกลางอยู่ที่ ปฏิบัติการตามล่าหาความจริงของ Hank และ Emily ขนานกับเรื่องที่มาจากกล้องที่ Michael เป็นคนถ่ายจากกล้องมือถือ ซึ่งเป็นมุมมองของลูกชายในฐานะพลทหารที่ได้ประสบการณ์ตรงจากสงครามอิรัก และถ้าพิจารณาจากเนื้อหาแล้วในกล้องแล้ว กลับให้ "ความจริง" มากกว่า สิ่งที่ Hank และ Emily สืบหาเสียอีก นี่คือสื่งที่วรรณศิลป์ใช้เรียก irony เพราะจากมุมมองของลูกชายแล้ว ทหารที่ประชาชนและรัฐบาลอเมริกันพากันใช้ความรักชาติแปะป้ายเอาไว้ว่าเป็น "วีรบุรุษ" แท้จริงแล้วได้กระทำสิ่งที่ไม่ต่างอะไรกับ "เดนมนุษย์" เลย หรือพูดอีกแง่หนึ่งก็คือ สงครามได้ทำลาย "ความเป็นมนุษย์" ของคนที่ร่วมสงครามไปเรียบร้อยแล้ว


เทียบกับเรื่อง Crash แล้ว โครงสร้างในเรื่องนี้กลับแน่นกว่าอีกเพราะโครงเรื่องรองไปด้วยกันกับโครงเรื่องหลัก อีกโครงเรื่องรองที่สำคัญก็คือ ตอนต้นเรื่อง Emily กำลังจัดการคดีที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวอะไรกับโครงเรื่องหลัก เมื่อภรรยาเข้าร้องเรียนสามีผู้มีแผลในใจกลับมาจากสงครามหมาดๆ อำมหิต ขนาดฆ่าสุนัขด้วยการกดให้มันจมน้ำตายอย่างช้าๆ ต่อหน้าลูกของพวกเขาเอง Emily กลับตอบไปว่าทางการไม่สามารถทำอะไรได้เพราะว่าเขาทำกับ "สุนัข" ไม่ใช่ "คน" ไม่มีใครรู้ แต่คนใกล้ชิดรู้ ทั้งลูกและภรรยารู้ดี แต่ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปทำอะไร จนกระทั่งเกิดเรื่องที่ภรรยาถูกสามีฆ่าแบบเดียวกันนั่นแหละ ถึงได้ทำให้ Emily ได้คิด คดีเล็กๆนี้เอง ที่ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงผลพวงของสงคราม ว่าได้สร้างบาดแผลที่มองไม่เห็นขึ้นแล้ว และจะมีสักกี่คนที่จะตระหนักถึงเศษซากสงครามยังกลับมามีให้เห็น ที่มาในรูปพลทหารที่เสียสติไปแล้ว ผลพวงและบาดแผลของสงครามที่เหลือทิ้งไว้ให้ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่ออิรักเท่านั้น แต่กลับส่งผลต่อคนอเมริกันทางบ้านด้วย

น่าตลกอยู่ในทีที่ก่อนจะมีการเดินหน้าเข้าสู่สงครามนี้ ได้มีคนเตือนแล้วเตือนอีกถึงผลลัพธ์อันใหญ่หลวงที่จะตามมา แต่รัฐบาลที่มีประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่หนุนหลังอยู่ ก็ไม่ได้สนใจ ยังคงเดินหน้าต่อไป ณ วินาทีนี้ ไม่ได้มีแค่ตัวทหารและครอบครัวของทหารเท่านั้นที่ต้องรับเคราะห์จากสิ่งที่ตัวเองก่อขึ้น แต่ทั้งประเทศกำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน กำลังถูกกดน้ำ จมน้ำตายอย่างช้าๆ ไม่ต่างจากสุนัข และภรรยา ในเรื่อง

ชื่อของหนังมาจาก 1 Samuel 17:47 คำว่า Valley of Elah อยู่ในภาคพันธสัญญาเดิม คือสถานที่ที่ David ต่อสู้เอาชนะนักรบฟิลิสเทียนาม Goliath ตัว David เป็นเด็กเลี้ยงแกะตัวเล็กที่สามาราถเอาขนะ Goliath ได้ Hank เล่าเรื่องนี้ให้ ลูกของ Emily ซึ่งบังเอิญชื่อ David เหมือนในเรื่องที่ Hank เล่าให้ฟัง Hank อธิบายให้ David ฟังว่าหัวใจของเรื่องอยู่ที่ ความกล้าหาญ ยืนหยัดต่อสู่กับศัตรูไม่ว่าจะน่ากลัวเพียงใด ถึง David จะมีความกลัว แต่ David ก็ยังมีความกล้าหาญ และสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วย Hank อธิบายต่อว่าการที่จะเอาชนะ ศัตรูตัวเอ้นั้น ต้องล่อให้มัน เข้ามาใกล้ และล้มมันลง แบบที่ David ใช้หนังสติ้กคว่ำ Goliath ( "draw 'em close, and you take 'em down.") พอเล่าจบ Emily บอกกับ David ว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริงนะ Hank ตอบกลับทันควันว่าเป็นเรื่องจริงเพราะเรื่องนี้ก็อยู่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านด้วย ("Of course it's true. It's even in the Koran.")

สำหรับ Hank การจะเอาชนะคนชั่วนั้นต้องใช้ "ความกล้าหาญ" และ "ศรัทธา" ทำให้ David เลิกกลัวความมืดจากที่ต้องบอกให้ Emily แง้มประตูให้แสงเข้ามาในห้องนอนไว้ก่อนจะนอน Paul Haggis ไม่ได้ใส่เรื่องเล่านี้เข้ามาเพื่อสอน David เท่านั้น แต่เพื่อ ใส่ความหมายนัยที่เป็นแก่นเรื่องหลักของหนัง


 

การจะเอาชนะศัตรูต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก ไม่ว่าศัตรูนั้นจะเป็น กองกำลังทหารอเมริกัน การตายของลูกชาย สิ่งที่เคยทำผิดไว้ในอดีต ความฝันที่ปลุกให้ Hank ตื่นทั้งที่ตัวไม่เข้าใจ หรือ กระทั่ง การพยายามใช้ชีวิตแบบปรกติหลังจากผ่านมรสุมชีวิต บางครั้งการหาข้อเท็จจริง ก็ง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับความจริงมากเอาการอยู่ด้วย เพราะต้องอาศัยความกล้าเป็นพลังขับเคลื่อนในการเผชิญหน้าความจริงอันอัปลักษณ์

Paul Haggis ยังใช้เรื่องของ David กับ Goliath มาขนานกับสมรภูมิที่ Hankกำลังเผชิญ เพื่อจะค้นหาความจริงเกี่ยวกับลูกชาย และยังขนานกับสมรภูมิรบระหว่างทหารอเมริกันกับกลุ่มต่อต้านอเมริกาในอิรักอีกด้วย น่าสนใจตรงที่เรื่องของ David กับ Goliath ไม่ชี้ชัดลงไปแบบฟันธงว่าใครเป็น David และใครเป็น Goliath กันแน่ เพราะสามารถมองในรูปแบบของ allegory ได้ด้วย Hank อาจจะเห็นว่าตัวเองเป็น David กำลังสู้กับ กองกำลังทหารอเมริกันที่เป็น Goliath หรือ David อาจจะเป็น ความพยายามหาความจริงเกี่ยวกับการตายของลูกชาย Hank และ Goliath อาจเป็นความพยายาม/อำนาจของทางทหารที่จะปกปิดความจริงไม่ให้ Hank หรือใครก็ตามรู้

มองในแง่ของ extended metaphor (ไม่ใช่แค่ metaphor อย่างเดียว) ที่สามารถส่งสารมากกว่าหนึ่งความหมาย Hank อาจจะเห็นว่าตัวเองเป็น David กำลังสู้กับ "ความรักชาติ" ของตัวเอง เป็น Goliath หรืออิรักเองก็เป็น Goliath หรือกองกำลังทหารที่ประจำการในอิรัก ก็เป็น Goliath ได้เหมือนกัน

มองจากอีกมุม Hank กับ Emily อาจจะเห็นว่าตัวเองเป็น David สู้กับ ตัวแทนกองกำลังทหารที่เป็น Goliath ถ้ามองจากอีกมุม Hank ซึ่งในหลายๆด้านเป็นตัวแทนของคนอเมริกัน กำลังทำตัวเหมือนคนอิสราเอลใน 1 Samuel 17:47 ยินดีที่จะเสียสละส่ง David ในรูปทหารไปตายในสงครามเพียงเพื่อเหตุผลทางการเมือง และถ้ามองจากอีกมุมแบบ irony อเมริกานี่แหละ ที่เป็น Goliath สู้กับ Iraq ที่เป็น David (สังเกตว่ามีเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กๆในอิรักปรากฏอยู่เรื่อยๆตลอดทั้งเรื่อง)

Paul Haggis ไม่ได้ใช้แค่เรื่องของ David กับ Goliath มาเพิ่มมิติและความลุ่มลึกให้กับหนังเท่านั้น แต่ยังใส่ธงชาติอเมริกันเป็นสัญลักษณ์ที่นักวิจารณ์สัมพเวสีหลายคนเห็นว่าใส่เข้ามาแบบสั่วๆ แต่ผมกลับเห็นว่า ธงชาติอเมริกันเป็นสัญลักษณ์ที่ใส่มาได้ลงตัวเพื่อรับใช้ "สาร" ที่ต้องการส่งไปท้าทายแต่ไม่ดูถูกคนดูอีกด้วย

ธงชาติอเมริกันเป็นสัญลักษณ์ของ "ความรักชาติ" และ "สงคราม" และตัวผู้กำกับเองก็ใส่องค์ประกอบนี้เข้ามาเพื่อจะบอกว่าสงครามอิรักนั้นไม่ได้ให้อะไรที่เป็นสิ่งสร้างสรรค์เลย ในตอนต้นขณะที่กำลังขับรถออกไปที่ฐานทัพเพื่อติดตามเรื่องของลูกชายง Hank อดีตทหารผ่านศึกสังเกตเห็นคนงานกำลังจัดวางธงชาติอเมริกันกลับหัว ในฐานะคนรักชาติก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปแก้และชี้แจงถึงความสำคัญและความหมายนัยของการชักธงขึ้นสู่ยอดเสาแบบกลับหัว แต่ในตอนจบ หลังจากกลับมาบ้านจากฐานทัพ Hank ทราบความจริงทุกประการเกี่ยวกับลูกชาย และเพื่อนๆของลูก รวมทั้งความอัปยศของกองทัพอเมริกาแล้ว Hankกลับมาบ้านได้รับพัสดุที่ลูกชายส่งมาให้ทางไปรษณีย์ก่อนตาย เป็นธงชาติอเมริกันมาพร้อมกับรูปถ่ายที่ลูกชายถ่ายกับทีมทหารและในรูปนั้นก็มีธงชาติอเมริกาโบกสะบัดอยู่ด้วย Hankจัดแจงเอาธงไปที่โรงเรียน และชักธงกลับหัวขึ้นสู่ยอดเสา เอาเทปพันเชือกไว้กับยอดเสา และบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าให้เอาไว้อย่างนี้ตลอดห้ามแก้ ความหมายนัยของฉากนี้คือ ภายใต้หน้ากากแห่งความรักชาติ อเมริกากำลังเผชิญ ความป่วยไข้ ความโศกเศร้า ความระทมทุกข์ ความทรมาน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม อย่างที่ Hank บอกกับกับเจ้าหน้าที่ตอนต้นเรื่อง ธงชาติกลับหัวเป็นการส่ง "สาร" ว่า ขอความช่วยเหลือ และยังเป็นสัญลักษณ์ของความเดือดร้อนภายในของประเทศ บอกกับอเมริกันชนว่าจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ได้แล้ว


"การแสดง" ใน In the Valley of Elah ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในเรื่อง โดยเฉพาะ Jones กับบท Hank ด้วยบทพูดไม่มากมาย หากแต่ด้วยการแสดงชั้นบรมครูที่ได้เปิดเผยอีกหลายสิ่งหลายอย่างของอดีตทหารผ่านศึกคนนี้ สื่ออกมาทั้งแววตา สีหน้า ท่าทางอย่างหมดจด Hank เป็นอดีตทหารผ่านศึกที่หล่อหลอมตัวตนได้น่าชื่นชม เคร่งต่อระเบียบวินัย ขัดรองเท้าก่อนนอนทุกคืน จัดเตียงทุกเช้า Jones แสดงได้เยี่ยมมากซ่อนความรู้สึกขัดแย้งและสับสนในใจระหว่าง "ความรักชาติ" กับ "สิ่งที่ชาติทำกับตัวเองและลูก"

ด้วยความที่เป็นอดีตทหารผ่านศึกทำให้รู้จัก "ขั้นตอน" และ "ทางหนีทีไล่" ทั้งของทางกองทัพและตำรวจได้อย่างดี เชื่อว่าทุกคนในกองทัพนั้นโกหก แทนที่จะทำการสอบปากคำเพื่อนของลูกชาย Hank กลับหลอกล่อด้วยการใช้เหล้าบุหรี่ ให้เพื่อนของลูกแต่ละคนค่อยๆคายความลับออกมาเพื่อปะติดปะต่อทีหลัง และยังตีความรายละเอียดหลักฐานจากที่เกิดเหตุได้เก่งกว่าตำรวจที่ควรจะทำหน้าที่นี้ด้วยซ้ำ


ทหารผ่านศึกส่วนใหญ่เมื่อกลับมาบ้าน มักจะไม่ใช่คนเดียวกับที่คนทางบ้านรู้จัก Hank ก็คงเป็นแบบเดียวกัน คนดูอาจจะไม่แน่ใจว่า Hank กำลังคิดอะไรอยู่ แต่สามารถรู้สึกได้ว่าตัวละครรู้สึกอย่างไรบ้าง จากสีหน้า สายตา ภาษากายที่ Jones แสดง สังเกตสีหน้าของ Hank ตอนที่รู้ว่าพบศพลูกชายแล้ว เป็นภาพที่ปวดใจสำหรับคนเป็นพ่อแม่เหลือเกิน ดูฉากนี้แล้วแทบหัวใจสลาย กลั้นน้ำตาแทบไว้ไม่อยู่
Jones ทำให้คนดูสัมผัสได้ว่า Hank กำลังจะน้ำตาไหลแต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ยอมให้มันไหลออกแม้แต่หยดเดียว ทำได้เพียงแค่ยื่นมือให้ภรรยาจับเอาไว้และพยายามพาภรรยาออกจากห้องเก็บศพ Hank ต้องจ้องเขาไปในเศษดวงตาที่เจ็บปวดของลูก และกลายเป็นพ่อผู้สูญเสียไปแทบจะทันทีเช่นกัน และในขณะเดียวกันก็ตระหนักว่าสงครามได้เปลี่ยนแปลงชีวิตลูกชายไปจนสุดที่ลูกชายจะทนได้แล้ว
คนดูสัมผัสได้ถึงความเศร้าที่คนเป็นพ่อต้องอัดอั้นเอาไว้ รู้ว่าตัวเองได้พลาดอะไรไปมากมายนัก และจะไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากลูกอีกต่อไปแล้ว


Theron เองก็ไม่แพ้กันกับบท Emily ตำรวจหญิงคนเดียวในสถานี และเป็นคนเดียวในสถานีตำรวจที่ช่วย Hank สืบคดีอย่างจริงจัง และยังเล่นเป็นแม่เลี้ยงลูกคนเดียว คดีฆาตกรรม Mike เป็นโอกาสเดียวที่ Emily จะได้แสดงฝีมือตำรวจและต้องเหยีบตาปลาเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน รวมทั้งหัวหน้า (Josh Brolin)เพื่อสะสางคดีให้ได้ บุคลิกกับการทำงานดูเหมือน Emily จะทำได้ดีกว่าผู้ชายด้วยซ้ำ



สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครนี้ให้ดี จะพบว่า ทั้งคู่เป็นตัวละครที่ต่างกัน แต่ต้องมาร่วมงานกัน ถึงแม้ว่า Hanks จะดูเก่งกว่าด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน Emily ก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไร หนำซ้ำยังทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีกว่าที่เคยทำมาด้วย


Sarandon แม้จะได้บทเล็ก แต่มีพลังมาก แสดงให้เราเห็นว่า "นักแสดงตัวจริง" สามารถ "แสดงได้อย่างมีพลัง" แม้ว่าจะไม่มีเวลาบนจอให้แสดงมากนัก ในฉากที่ดื้อดึงเพื่อจะมาดูหน้าลูกชายด้วยตัวเอง และเป็นครั้งสุดท้าย โดยมี Hank ยืนอยู่ข้างๆ ภาพของลูกชายที่บิดเบี้ยวไป และเหลือไว้แค่ซาก เพียงแค่นั้น ตั้งแต่วินาทีที่ Hank โอบรั้งภรรยาตัวเองไว้ จนกระทั่งพาเดินออกจากห้องเก็บศพไป Sarandon สุดยอดกับบทแม่ที่ต้องหัวใจสลายกับการสูญเสียลูกชายคนสุดท้ายที่มีอยู่ ทำเอาคนดูหัวใจสลายได้แบบไม่รู้ตัว ฉากนี้ "เปรียบต่าง" กับบทของ Hank ตรงที่ Joan ได้แสดงอารมณ์สุดๆ อย่างที่แม่ที่เสียลูกชายสมควรรู้สึก ขณะที่ Hank ต้องเก็บอารมณ์โศกเศร้าเอาไว้กับตัว บวกกับความรู้สึกขัดแย้งในใจแบบทวีคูณ

คนดูจะได้สัมผัสความโศกเศร้า ที่คนเป็นพ่อและแม่ซ่อนเอาไว้ผ่านการแสดงของ Jones และ Sarandon สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างสองตัวละครนี้ให้ดี จะพบว่า Joan รัก Hank มาก แต่ก็โทษ Hank ที่เป็นสาเหตุให้เธอต้องเสียลูกทั้งสองคนไปกับสงครามอันไร้สาระ

ทั้งสามคนได้เล่นบทที่ซับซ้อนและท้าทายมาก และยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เมื่อนำเข้ามาใส่ในบริบทของแต่ละฉาก แทนที่ Paul Haggis จะให้ "สาร" ของหนังออกมาปากคำพูดของตัวละครแบบตรงๆ กลับทำในสิ่งที่น่ายกย่องกว่า คือใช้การแสดงของตัวละครส่ง "สาร" ผ่าน บุคลิกตัวละคร สภาพแวดล้อม การแสดงออกของตัวละคร เหตุการณ์ที่ตัวละครต้องเผชิญ และปฏิกิริยาที่ต้อเหตุการณ์นั้น

ด้วยตัวหนังที่ส่งสารอันแสนจะหดหู่ Paul Haggis กลับสามารถ ยกระดับเรื่องราวของ Hank กับลูกชายให้มาเป็น allegory ระดับชาติ และส่ง "สาร" ที่ไปได้ไกลมากกว่าแค่เรื่องการเมือง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่ามามีการประโคมข่าวครบรอบปีที่ 5 ของ สงครามอิรัก และย่างเข้าปีที่ 6 ผ่านสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ทุกสถานีในอเมริกา ทั้งยอดทหารชาวอเมริกันผู้เสียชีวิตจากสงครามอิรักที่เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 4,000 นาย ทหารบาดเจ็บอีกกว่า 29,000 นาย และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใครที่ยังไม่โดนล้างสมองโดยสื่อที่ไร้จริยธรรมก็ควรจะตระหนักรู้ว่า ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาที่เฮงซวยที่สุดในโลก ได้สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ของอเมริกันชน ชนิดที่ทิ้งสงครามเวียดนามแบบไม่ติดฝุ่น
จนกระทั่งวันนี้ ยังไม่มีใครสามารถให้เหตุผลที่ฟังขึ้นได้เลยว่า ทหารที่เสียชีวิตไปนั้น เป็นไปเพื่ออะไรกันแน่ ในสมรภูมิที่รัฐบาลอเมริกันอ้างว่าเป็นการทำเพื่อชาตินั้น แต่สำหรับมุมมองของทหารผู้เสียสละกลับไม่ได้งามงด ไม่ได้เต็มไปด้วยอุดมการณ์เลิศหรูเหมือนหนังแอ็คชั่นทั่วไป ตรงกันข้าม หากไม่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ บรรดาทหารผู้รักชาติทั้งหลาย ต่างกลับมาในสภาพที่เต็มไปด้วยบาดแผลทางจิตใจ และบางครั้งมันยังส่งผลร้ายมายังครอบครัวหรือคนที่รักอีกด้วย

In the Valley of Elah เหมาะสำหรับคนชอบเอาไปคิดต่อและไม่หวั่นที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา กล้าพูดถึงปัญหา และไม่ปล่อยให้ปัญหานั้น ส่งต่อไปเป็นภาระยังคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นหนังที่ออกมาได้ถูกที่ถูกเวลา และถูกอารมณ์จริงๆ

ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

edit @ 29 Mar 2008 21:28:12 by bangkokreview

Comment

Comment:

Tweet


ประเด็นร้อนของอเมริกันชนครับ

ใน forest Gump มีฉากหนึ่งที่อธิบายวัฒนธรรมสงครามแบบอเมริกันได้ดี นั่นก็คือ ฉากที่กัมพ์กลับจากเวียดนามแล้วได้มีโอกาสกล่าว"อะไรๆ"ที่เกี่ยวกับเวียดนามต่อหน้าเหล่าบุปผาชนอเมริกัน แต่ถูกขัดขางโดย"นายทหารใหญ่"ที่รีบมาดึงแจ๊คไมโครโฟนออก..

ประเทศที่ไม่เคยมีสงครามในบ้าน
ย่อมไม่เข้าใจภาวะสงครามครับ

เขียนยาวสะใจเลย อ่านสนุกดีครับ

confused smile
#1 by 8anana7 At 2008-03-29 21:50,