2009/Oct/13

 

Taking Woodstock เป็นภาพยนตร์เรื่องล่าสุดจากผู้กำกับระดับออสการ์ อั้งลี่ ที่ได้รับเสียงปรบมือ และชื่นชมอย่างล้นหลาม ในวันเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ที่เข้าฉาย ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของเกย์หนุ่ม เอลเลียต ไทเบอร์ (ดมิทรี มาร์ติน) ที่ได้มีโอกาสช่วยทางบ้านทำงานที่โรงแรม เอล โมนาโก ที่เกือบต้องเจ๊ง ถ้าเอลเลียตไม่ได้บังเอิญไม่ได้มาทราบข่าวเรื่องการห้ามจัดงานมหกรรมดนตรี กลางแจ้งในเมือง Wallkill ซะก่อน เอลเลียตจึงใช้โอกาสนี้ติดต่อผู้จัดงาน ด้วยการขออนุญาตจากเทศกาลดนตรีคลาสสิก

งานมหกรรมดนตรีกลางแจ้ง วู้ดสต็อก นั้นจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 15-19 สิงหาคม 1969 การจัดงาน 3 วัน มีแฟนเพลงขาร็อกเข้าชมมากกว่า 4.5 แสนคน เป็นการเปิดประวัติศาสตร์เพลงร็อกหน้าใหม่ในอเมริกาอย่างยิ่งใหญ่ จนทำให้มีการจัดคอนเสิร์ตนี้เป็นประจำต่อเนื่องทุกปี การเข้าร่วมงานมหกรรมดนตรีกลางแจ้งของกลุ่มฮิปปี้นับแสนนอกจากจะเป็นสิ่งที่ ช่วยให้ครอบครัวของเอลเลียตไม่ต้องสูญเสียกิจการไป และเป็นการนำเอายุคแห่ง "รักเสรี" เข้ามาให้ชาวเมืองได้สัมผัสแล้ว ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เอลเลียตตัดสินใจเลือกทางเดินครั้งสำคัญในชีวิต อีกด้วย

เราไม่ได้เห็นฉากศิลปินนักร้องมาร้องเพลงให้ดูบนจอ เพราะว่าดนตรีกลางแจ้งที่ว่านี้มีหน้าที่เป็นแค่ "ฉากหลัง" ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเอลเลียตและผู้คนที่ได้พูดคุยด้วย โดยเฉพาะด้านการใช้องค์ประกอบเปรียบต่างกับทัศนคติของแต่ละตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครที่เป็นคนเมืองวู้ดสต็อกที่ไม่ยอมรับดนตรีกลางแจ้งครั้งนี้ ซึ่งหนังแสดงให้เห็นความใจแคบของคนเหล่านี้อย่างชัดเจน

ในทางกลับกัน ตัวละครอื่นกลับมองสถานการณ์ต่างออกไป อย่างเช่น เจค ทีชเบิร์ก (เฮนรี่ กู้ดแมน) พ่อของเอลเลียตซึ่งเป็นตัวละครที่น่าสนใจในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เพราะว่าเป็นคนคอยบอกทางบนทางหลวงให้แก่คนที่มาร่วมชมดนตรีกลาง แจ้ง หรือกระทั่งทหารคนหนึ่งที่บอกว่าเจ้าตัวแอบหวังว่าจะได้อัดพวกฮิปปี้ที่มา ร่วมงาน กลับต้องมนต์เสน่ห์ของดนตรีกลางแจ้งเข้าโดยไม่รู้ตัว รวมถึงวิลมา (ลีฟ ชรีเบอร์) อดีตนาวิกโยธินที่แต่งหญิงมาคุมงาน
โดยทำหน้าที่เป็นผู้ ตรวจตรารายละเอียดทุกกระเบียดนิ้วในโรงแรม เอล โมนาโก การปรากฏตัวของวิลมาเปรียบได้กับการส่งสัญญาณให้เอลเลียตตระหนักถึงความเป็น จริงว่าถึงเวลาต้องใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองได้แล้ว

วิลมาพบกับ ความสงบสุขในชีวิตได้โดยไม่ต้องพยายามแบบที่ชาวบ้านพยายามกัน ซึ่งเป็นแบบอย่างให้กับเอลเลียตอีกด้วย เราทุกคนล้วนมีความซับซ้อนอยู่ในตัว แต่การที่องค์ประกอบอย่างประสบการณ์ในสงคราม การแต่งตัวผิดเพศ และคุณธรรมความดี จะมารวมกันอยู่ในคนๆเดียวได้นั้นเป็นเรื่องที่ชวนให้เอาไปคิดต่อ แต่ทั้งหมดที่ว่ามานั้นรวมอยู่ด้วยกันได้จริงๆ และความขัดแย้งทั้งหลายนี้ไม่เป็นปัญหาต่อวิลมาเลย แต่ถ้าใครสักคนมองว่านี่คือปัญหา ก็เพราะว่าคนคนนั้เชื่อว่ามันคือปัญหา วิลมาเป็นตัวแทนของแรงขับดันทางธรรมชาติ เมื่อเป็นธรรมชาติก็ย่อมหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลง ไม่ต่างจากตัวละครอื่นๆ วิลมาเป็นตัวแทนของความขัดแย้งสับสน ซึ่งไม่ได้ขัดแย้งแต่เฉพาะเรื่องเพศสภาพเท่านั้น แต่ยังสับสนในเรื่องตัวตนที่แท้จริงอีกด้วย ความขัดแย้งสับสนเหล่านี้แหละคือจุดที่น่าสนใจที่สุดในบทวิลมาที่ไม่เคยหยุด "ความเป็นชาย" แต่ก็ไม่หยุดที่จะก้าวไปสู่ "ความเป็นหญิง" วิลมาแค่เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็นและไม่ใส่ใจว่าใครจะตัดสินเธอยังไง

ตัว ละครที่แสดงให้เห็นถึงความสับสนในใจมากที่สุดในเรื่องคือ ซอนย่า ทีชเบิร์ก (อิเมลด้า สตอนตัน) แม่ของเอลเลียต จนทำให้เรารู้สึกว่าหนังน่าจะมีรายละเอียดภูมิหลังของตัวละครนี้มากกว่านี้ สตอนตันแสดงให้เราเห็นถึงตัวละครที่ผ่านความทุกข์ยากลำบากมาเกือบตลอดทั้ง ชีวิต แต่ก็ยังทำตัวเห็นแก่ตัวได้อีก ซึ่งเราได้เห็นว่าตัวตนที่แท้จริงของซอนย่าที่ซ่อนอยู่ข้างในว่าเป็นยังไง เป็นครั้งแรกในชีวิตเธอ ในฉากที่เจคกับซอนย่ากินขนมบราวนี่ยัดไส้กัญชา กู้ดแมนในบทของเจคได้แสดงบทบาทมากกว่าคนอื่นตรงที่ได้เล่นฉาก "ทำความเข้าใจชีวิต" และสนับสนุนให้เอลเลียตทำตามความฝันของตัวเอง แต่สตอนตันกลับไม่ได้โอกาสแสดงในฉากที่สำคัญเท่าๆกัน

ถ้าอยากรู้ว่า งานมหกรรมดนตรีกลางแจ้งจริงๆเป็นยังไง แนะนำให้ดูเรื่อง Woodstock ปี 1970 จะได้อารมณ์กว่า แต่อย่าลืมว่า ชื่อเรื่อง Taking Woodstock น่าจะบอกเป็นนัยได้ว่า หนังเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับงานมหกรรมดนตรีกลางแจ้ง แต่เกี่ยวกับ "เจตนา ความรู้สึก และ จิตวิญญาณ" ของงานมหกรรมดนตรีมากกว่า นั่นหมายถึงสิ่งที่คนที่เกี่ยวข้องกับงานมหกรรมดนตรีกลางแจ้งครั้งนี้หวัง และทำสิ่งที่หวังให้สำเร็จตามตั้งใจ ผ่านการเล่าเรื่องแบบ coming-of-age ที่เปิดเผยชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชนในยุค 60


 

2009/Oct/13

 

 สาวน้อยผมสีน้ำเงิน Coraline Jones (พากย์เสียงโดย ดาโกต้า แฟนนิง) กับพ่อและแม่ (พากย์เสียงโดย จอห์น ฮอจแมนและเทอรี แฮทเชอร์) พากันย้ายเข้าไปอยู่ใน Pink Palace บ้านเก่าแก่แบ่งให้เช่า โดยเพื่อนร่วมบ้านแต่ละคนดูจะไม่ค่อยเต็มกันเท่าไหร่ ตั้งแต่สองสาวแก่ (พากย์เสียงโดย เจนนิเฟอร์ ซอนเดอร์ และ ดอน เฟรนช์) ที่เป็นอดีตนักแสดงสาวสวย จนถึงลุงชาวรัสเซีย (พากย์เสียงโดย เอียน แม็กเชน) ที่เป็นอดีตนักกายกรรม และยังมีเด็กชายท่าทางแปลกๆ ที่อยู่แถวๆ นั้นอีกคน ด้วยความเบื่อ แถมพ่อแม่ก็เอาแต่ทำงาน Coraline ก็เลยแก้เซ็งด้วยการออกสำรวจบ้านใหม่ไปเรื่อยจนพบกับประตูบานเล็กๆ ซึ่งเปิดเข้าไปเจออุโมงค์ ที่พาไปยังอีกโลกหนึ่ง โลกที่ทุกอย่างเหมือนกับบ้านของ Coraline ทุกกระเบียดนิ้ว แต่ว่าโลกนี้สนุกกว่าเยอะ มีพ่อกับแม่ที่เอาใจใส่กว่า ตอนแรกๆ อะไรๆมันก็ดีอยู่ แต่พอไปๆมาๆ คุณแม่อีกคนหนึ่งนั้นอยากจะให้เธออยู่ในอีกโลกนี้ด้วยแบบตลอกาล โดยมีข้อแม้ว่าเธอจะต้องยอมให้เย็บกระดุมไว้ที่ตา กว่าจะไหวตัวทัน อะไรๆ ก็เกือบจะสายไปซะแล้วเมื่อเธอพบว่าอีกโลกที่สวยงามนี้อาจจะไม่ได้โสภาสถาพร อย่างที่คิด

นอกเหนือจากความแพรวพราวเกือบถึงขั้นเทพประทานในการ กำกับและ การเล่นกับสีและพื้นที่แล้ว เซลิคยังสร้างสีสันให้ตัวละคร Coraline ถนัดต่อปากต่อคำ เหน็บแนมเก่ง กระแหนะกระแหนเป็นเลิศ โดยเฉพาะตอนอยู่กับพ่อแม่ที่ต้องเอาเวลาไปจดจ่อกับการทำธุรกิจทำสวน ยังไม่มีอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องไหนที่ใช้ตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิง ที่สามารถแก้ปัญหาด้วยไหวพริบ ฉลาด และกล้าหาญแบบ Coraline สังเกตว่า Coraline สามารถแก้ปัญหาที่ประดังเข้ามาโดยไม่ต้องทำตัวเป็นเจ้าหญิงเหมือนในนิทาน และยังไม่ต้องพึ่งผู้ชายให้มาช่วยอีกด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ (ผู้หญิง) และลูกสาว (ผู้หญิง) น่าจะเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ เพราะว่าสาระสำคัญของเรื่องคือการหาแม่ที่ดีพร้อมให้กับตัวเอง แม่ของ Coraline เป็นแม่ที่ชอบแข่งขันกับสามี ชอบหาเรื่องว่าลูกสาวของตัวเอง และทำงานที่ตัวเองก็ไม่ได้มีความสุขนัก (จะให้มีความสุขกับงานทำสวนได้ยังไง ในเมื่อตัวเองมัวห่วงว่าทำสวนแล้วเสื้อผ้าจะเลอะรึเปล่า) เสียงพากย์ของ เทรี แฮทเชอร์ ที่เป็น แม่/แม่อีกคน นั้นเหมาะกับลักษณะตัวละครแบบนี้มาก เป็นคุณแม่ที่ไม่รู้จักอดทน เอาแต่ใจตัวเอง ห่วงโน่นนี่ตลอดเวลา แต่ก็ยังฉลาดด้วย เรารู้ว่าคุณแม่ก็รักลูกสาวเหมือนกัน แต่รักลูกยังไงนี่ก็อีกเรื่องนึง ในเรื่องนี้มีตัวละครที่เป็นผู้ชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับ Coraline ด้วย ซึ่งผู้กำกับก็ทำให้ตัวละครตัวนี้มีความซับซ้อนเท่ากับคอโรลิน แต่ความสำคัญของตัวละครกลับไม่มีการเหลื่อมล้ำกัน

สิ่งที่ทำให้ เรื่องนี้เป็นอนิเมชันสต็อปโมชันที่ไม่เหมือนใคร อยู่ตรงที่ใส่ความเซ็กซี่ของตัวละครแก่ๆลงไป ตามขนบแล้วผู้หญิงแก่ควรจะอยู่ส่วนแก่ ไม่ควรทำตัวสาว แต่ตัวละครสองสาวแก่ในอีกโลกหนึ่ง กลับทำได้แบบไม่กระอักกระอ่วน และไม่รู้สึกด้วยว่าการที่ตัวเองแก่เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ และให้ทั้ง Coraline และคนดูได้เห็นว่าคนคนแก่ก็ สวยได้ อ่อนช้อยได้ เซ็กซี่ได้ และ ยังมีคลาสได้อีกด้วย

ที่น่าสนใจที่สุดคือตัวละครแม่ อีกคน ที่ในตอนแรกเป็นเหมือนสิ่งที่แม่ตัวจริงไม่สามารถเป็นได้ ทำให้คนดูเห็นอกเห็นใจ ทั้งทำกับข้าวให้กิน และทำขนมที่ชอบให้ด้วย ดูเหมือนจะเป็นห่วง Coraline ไปทุกเรื่อง แต่ว่าหนังเลือกจะเล่นกับ "มายาคติ" เกี่ยวกับคุณแม่ในอุดมคติ นั่นหมายถึงคุณแม่ที่ดีพร้อมนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการของลูกได้ทุกอย่าง ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เมื่อธาตุแท้ของแม่อีกคนเป็นเผย Coraline จึงได้ประจักษ์ถึงความจริงว่า ถึงแม้ว่าคุณแม่ตัวจริงจะไม่สามารถสนใจเธอได้ตามที่เธอต้องการ อย่างน้อยคุณแม่ตัวจริงก็ไม่ได้บังคับให้ลูกสาวเลือกระหว่าง "ความสุข" กับ "ชีวิตจิตใจ" ของตัวเอง

Coraline ไม่ได้มีแค่ความสนุกสนานบันเทิงในระดับที่ไม่จำเป็นต้องยกนาฬิกาขึ้นมาดู เวลาได้ตลอดเรื่อง แต่อยู่ที่ประเด็นสตรีนิยมที่แจ่มชัดตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ หนังที่พูดถึงความสัมพันธ์แบบแม่ลูกในโลกอนิเมชันนั้นแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะเรื่องของเด็กสาวที่ทั้งแกร่ง และกล้าหาญในการตัดสินใจยากๆในชีวิตว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญจริงๆในชีวิตตัว เอง Coraline ได้พิสูจน์แล้วว่าเด็กผู้หญิงก็สามารถมีการผจญภัยที่ลึกซึ้ง นำไปสู่การรู้จักตัวเองได้แบบที่เด็กผู้ชายมีกันมานานนมแล้ว

ผู้กำกับเฮนรี เซลิค ฝีมือระดับเซียน ได้สร้างผลงานน่าทึ่งไว้หลายชิ้น ตั้งแต่ The Nightmare Before Christmas และ James and The Giant Peach ทั้งยังส่งเสริมศิลปะด้านอนิเมชั่นเทคนิค "สตอป-โมชั่น" มากกว่าผู้กำกับคนไหนอีกด้วย มาถึง Coraline งานกำกับชิ้นล่าสุด เป็นภาพยนตร์อนิเมชันสต็อปโมชัน HD เรื่องแรกที่ถ่ายทำในรูปแบบ 3D สร้างขึ้นจากหนังสือเบสต์เซลเลอร์ระดับโลกฝีมือ นีล ไกแมน นักเขียนจินตนาการสุดบรรเจิดชาวอังกฤษ เป็นหนังอนิเมชั่นสำหรับเด็กแต่ผู้ใหญ่ก็สามารถดูได้ เพราะหนังทำออกมาได้สนุกสนาน มีลุ้นระทึก เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และทำให้เราสามารถมองเห็นประเด็นสตรีนิยมที่ หนังต้องการจะสื่อได้อีกด้วย

2008/Dec/20



1. Across the Universe


2. Atonement


3. The Dark Knight


4. Eastern Promises



5. The Fall



6. Happy-Go-Lucky



7. In Bruges

8. In the Valley of Elah



9. Juno



10. No Country for Old Men 

 

11. Once  


12. The Orphanage


13. Persepolis



14. There Will Be Blood



15. Tokyo Sonata



16. Wall-E

edit @ 23 Dec 2008 23:22:50 by bangkokreview

edit @ 24 Dec 2008 15:35:21 by bangkokreview